+280m+320m
← กลับไปบทความทั้งหมดTechnical

UTM กับ TM (Transverse Mercator) ต่างกันอย่างไร

2026-08-08T22:49:19+07:00ทีม WAIPIAอ่าน 4 นาที
UTM กับ TM (Transverse Mercator) ต่างกันอย่างไร

ถ้าคุณเคยเปิดไฟล์ CAD หรือ Shapefile จากหลายแหล่งแล้วเจอพิกัดที่ "ตัวเลขไม่ตรงกัน" ทั้งที่เป็นพื้นที่เดียวกัน หรือเคยงงว่าทำไมงานสำรวจบางโครงการใช้ "UTM Zone 47N" แต่บางโครงการกลับใช้ระบบพิกัดท้องถิ่นที่ไม่มีชื่อโซนแบบนี้ คุณไม่ได้เจอปัญหาคนเดียว นี่คือคำถามคลาสสิกของวิศวกรสำรวจและนักภูมิสารสนเทศแทบทุกคนในไทย นั่นคือ "UTM" กับ "TM (Transverse Mercator)" ต่างกันอย่างไรกันแน่ ทั้งสองคำมักถูกใช้สลับกันไปมาจนสร้างความสับสน ทั้งที่จริงแล้วมีความสัมพันธ์แบบ "หลักการ" กับ "มาตรฐานที่นำหลักการไปใช้" บทความนี้จะไล่อธิบายตั้งแต่รากฐานการฉายแผนที่ ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมงานสำรวจละเอียดสูงในไทยถึงมักไม่ใช้ UTM ตรง ๆ

Transverse Mercator (TM) คืออะไร

ไดอะแกรมเปรียบเทียบ Mercator ปกติที่สัมผัสเส้นศูนย์สูตร กับ Transverse Mercator ที่หมุนแกน 90 องศาสัมผัสเส้นเมริเดียนกลาง

Transverse Mercator (TM) คือ หลักการหรือวิธีการฉายแผนที่ (map projection) ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ระบบพิกัดที่ตายตัวเพียงระบบเดียว การเข้าใจตรงนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความสับสนทั้งหมดในบทความนี้

หลักการฉายแบบทรงกระบอกที่ "หมุนตะแคง"

ลองนึกภาพการฉายแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ (Mercator projection) แบบดั้งเดิมก่อน วิธีนี้เปรียบเหมือนเอากระดาษม้วนเป็นทรงกระบอก (cylindrical projection) มาห่อหุ้มโลกโดยให้แกนทรงกระบอกขนานกับแกนหมุนของโลก (แกนเหนือ-ใต้) ทำให้ทรงกระบอกสัมผัสโลกพอดีตามแนวเส้นศูนย์สูตร บริเวณเส้นศูนย์สูตรจึงมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด และความคลาดเคลื่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อห่างจากเส้นศูนย์สูตรไปทางขั้วโลก

ทีนี้ Transverse Mercator ทำสิ่งที่ต่างออกไป คือ "หมุนแกนทรงกระบอก 90 องศา" ให้แกนทรงกระบอกวางขนานกับระนาบเส้นศูนย์สูตร (แทนที่จะขนานกับแกนโลก) ผลก็คือทรงกระบอกจะสัมผัสโลกตามแนว เส้นเมริเดียน (meridian) เส้นใดเส้นหนึ่งแทนที่จะเป็นเส้นศูนย์สูตร เส้นเมริเดียนที่ทรงกระบอกสัมผัสนี้เรียกว่า เส้นเมริเดียนกลาง (central meridian) และจะกลายเป็นเส้นที่มีความคลาดเคลื่อนสเกล (scale distortion) น้อยที่สุดในการฉายภาพนั้น ยิ่งพื้นที่อยู่ห่างจากเส้นเมริเดียนกลางไปทางตะวันออกหรือตะวันตกมากเท่าไร ความคลาดเคลื่อนก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

คุณสมบัติ "conformal" ที่รักษามุมและรูปร่างท้องถิ่น

TM เป็นการฉายแผนที่แบบ conformal projection คือรักษามุมและรูปร่างของวัตถุขนาดเล็ก (local shape) ไว้ได้อย่างแม่นยำ เส้นที่ตัดกันบนพื้นโลกจริงด้วยมุมเท่าไร เมื่อฉายลงบนระนาบ TM แล้วมุมนั้นจะยังคงเท่าเดิม คุณสมบัตินี้สำคัญมากสำหรับงานสำรวจ เพราะงานรังวัด งานวางผัง และงานก่อสร้าง ต้องพึ่งพาความถูกต้องของมุมและระยะทางในพื้นที่เฉพาะจุดเป็นหลัก ไม่ใช่รูปร่างโดยรวมของทวีปหรือมหาสมุทรแบบแผนที่โลก

Scale Factor คือตัวช่วยลดความคลาดเคลื่อนที่ขอบโซน

ถ้าปล่อยให้ทรงกระบอกสัมผัสโลกพอดีที่เส้นเมริเดียนกลาง (สเกล = 1.000000 พอดีที่เส้นกลาง) พื้นที่ที่ห่างออกไปทางซ้าย-ขวาของเส้นเมริเดียนกลางจะมีสเกลขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ (สเกล > 1) เพื่อแก้ปัญหานี้ นักภูมิมาตรศาสตร์จึงกำหนดให้ทรงกระบอก "เล็กกว่า" โลกเล็กน้อย คือใช้ ตัวคูณสเกล (scale factor) ที่น้อยกว่า 1 ที่เส้นเมริเดียนกลาง ผลลัพธ์คือทรงกระบอกจะตัดเข้าไปในผิวโลกแทนที่จะสัมผัสพอดี ทำให้เกิดเส้นสเกลจริง (line of true scale) สองเส้นขนานอยู่ทั้งสองข้างของเส้นเมริเดียนกลาง และค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่ขอบโซนจะลดลงเมื่อเทียบกับการไม่ใช้ scale factor เลย

จุดสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ TM เป็น "กรอบวิธีการ" ที่สามารถกำหนดพารามิเตอร์ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเส้นเมริเดียนกลาง ความกว้างของพื้นที่ที่ครอบคลุม (zone width) หรือค่า scale factor ที่ใช้ ผู้ออกแบบระบบพิกัดสามารถเลือกค่าพารามิเตอร์เหล่านี้ให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งานของตัวเองได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เกิดระบบพิกัดที่ใช้หลักการ TM แต่มีพารามิเตอร์ต่างกันได้หลายระบบทั่วโลก และ UTM ก็คือหนึ่งในนั้น เพียงแต่เป็นระบบที่ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานสากลตายตัว

UTM (Universal Transverse Mercator) คืออะไร

แผนที่แบ่งโซน UTM 60 โซน พร้อมแผนที่ประเทศไทยแบ่งเขต Zone 47N และ 48N ที่เส้นลองจิจูด 102 องศาตะวันออก และพารามิเตอร์ตายตัวของ UTM

UTM ย่อมาจาก Universal Transverse Mercator คือการนำหลักการฉายแบบ TM มาใช้อย่าง "เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก" โดยกำหนดพารามิเตอร์ทุกอย่างไว้ตายตัว เพื่อให้แผนที่จากทุกประเทศสามารถใช้ระบบอ้างอิงเดียวกันได้ โดยไม่ต้องมานั่งกำหนดเส้นเมริเดียนกลางหรือ scale factor กันเองในแต่ละพื้นที่

แบ่งโลกเป็น 60 โซน โซนละ 6 องศาลองจิจูด

UTM แบ่งพื้นผิวโลก (ระหว่างละติจูด 80°S ถึง 84°N) ออกเป็น 60 โซน โดยแต่ละโซนกว้าง 6 องศาลองจิจูด เริ่มนับโซนที่ 1 จากลองจิจูด 180°W ไล่ไปทางตะวันออกจนครบ 60 โซน แต่ละโซนมีเส้นเมริเดียนกลางเป็นของตัวเอง อยู่กึ่งกลางพอดีของแต่ละโซน

พารามิเตอร์มาตรฐานที่ตายตัวทุกโซน

UTM กำหนดค่ามาตรฐานไว้เหมือนกันทุกโซนทั่วโลก ดังนี้

  • Scale factor ที่เส้นเมริเดียนกลาง = 0.9996 ทุกโซน (ค่านี้ทำให้เกิดเส้นสเกลจริงสองเส้นห่างจากเส้นเมริเดียนกลางไปทางซ้าย-ขวา ช่วยลดความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่ขอบโซนให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้สำหรับงานแผนที่ทั่วไป)
  • False Easting = 500,000 เมตร คือค่าที่บวกเข้าไปกับพิกัดตะวันออก-ตะวันตก (Easting) ที่เส้นเมริเดียนกลาง เพื่อให้ค่าพิกัดเป็นบวกเสมอทั้งสองฝั่งของโซน
  • False Northing = 0 เมตร สำหรับพื้นที่ซีกโลกเหนือ (Northern Hemisphere) และ 10,000,000 เมตร สำหรับพื้นที่ซีกโลกใต้ (Southern Hemisphere) เพื่อให้ค่าพิกัดเหนือ-ใต้เป็นบวกเสมอเช่นกัน

ด้วยพารามิเตอร์ที่ตายตัวเหล่านี้ ทำให้พิกัด UTM ของจุดใดจุดหนึ่งบนโลกสามารถระบุได้แน่นอนไม่กำกวม เพียงบอกหมายเลขโซนและซีกโลก (เช่น "47N") ก็เพียงพอให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน

ประเทศไทยอยู่คร่อมสองโซน

ประเทศไทยมีพื้นที่กว้างพอที่จะคร่อมอยู่ระหว่างสองโซน UTM คือ

  • UTM Zone 47N ครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของเส้นแบ่งโซน (เช่น ภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพฯ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกส่วนใหญ่อย่างชลบุรีและระยอง และภาคใต้เกือบทั้งหมดทั้งสองฝั่งทะเล)
  • UTM Zone 48N ครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของเส้นแบ่งโซน (เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/อีสานส่วนใหญ่ และพื้นที่ชายแดนกัมพูชาทางภาคตะวันออก เช่น จังหวัดตราดและบางส่วนของจันทบุรี สระแก้ว)

จุดแบ่งระหว่างสองโซนอยู่ที่ประมาณเส้นลองจิจูด 102 องศาตะวันออก งานสำรวจหรือโครงการที่มีพื้นที่กว้างคาบเกี่ยวสองฝั่งของเส้นแบ่งนี้ (เช่น โครงการที่ทอดยาวจากภาคกลางไปภาคอีสาน) จึงอาจต้องเลือกใช้โซนใดโซนหนึ่งเป็นหลัก หรือพิจารณาระบบพิกัดท้องถิ่นแทน เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกตัดแบ่งเป็นสองชุดพิกัดที่ไม่ต่อเนื่องกัน

ตารางเปรียบเทียบ UTM กับ TM

ตารางเปรียบเทียบ TM กับ UTM 7 หัวข้อหลัก สถานะ ความกว้างโซน เส้นเมริเดียนกลาง Scale Factor และขอบเขตการใช้งาน

หัวข้อเปรียบเทียบ Transverse Mercator (TM) UTM
สถานะ หลักการ/วิธีการฉายแผนที่ (framework) มาตรฐานสากลที่นำ TM ไปใช้แบบตายตัว
ความกว้างโซน กำหนดเองได้ตามพื้นที่ใช้งาน ไม่ตายตัว คงที่ 6 องศาลองจิจูดต่อโซน แบ่งโลกเป็น 60 โซน
Central Meridian เลือกกำหนดเองให้เหมาะกับพื้นที่โครงการหรือประเทศ ตายตัวตามโซน อยู่กึ่งกลางของแต่ละ 6 องศา
Scale Factor ที่ Central Meridian กำหนดได้เองตามความเหมาะสมของพื้นที่ คงที่ 0.9996 เหมือนกันทุกโซนทั่วโลก
False Easting กำหนดเองได้ตามผู้ออกแบบระบบ 500,000 เมตร เท่ากันทุกโซน
False Northing กำหนดเองได้ตามผู้ออกแบบระบบ 0 เมตร (ซีกโลกเหนือ) / 10,000,000 เมตร (ซีกโลกใต้)
ขอบเขตการใช้งาน ออกแบบเฉพาะพื้นที่/โครงการเดียว (Local TM) ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เหมาะกับแผนที่ระดับประเทศ-นานาชาติ
ความคลาดเคลื่อนสเกลในพื้นที่แคบ ต่ำมาก เพราะปรับเส้นเมริเดียนกลางให้อยู่กึ่งกลางพื้นที่จริง อาจสูงกว่า หากพื้นที่งานอยู่ห่างจากเส้นเมริเดียนกลางของโซน
ความคลาดเคลื่อนสเกลในพื้นที่กว้าง (ครอบคลุมหลายโซน) ไม่เหมาะ เพราะออกแบบมาสำหรับพื้นที่แคบเป็นหลัก เหมาะกว่า เพราะมีระบบแบ่งโซนครอบคลุมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ทำไมงานสำรวจไทยต้องเข้าใจทั้งสองระบบ

กราฟความคลาดเคลื่อนสเกลรูปตัวยูของ UTM ที่เพิ่มขึ้นเมื่อห่างจากเส้นเมริเดียนกลาง และแนวทางแก้ด้วย Local TM ที่กำหนดเส้นเมริเดียนกลางใหม่

สำหรับงานแผนที่ทั่วไป การรับส่งข้อมูล GPS ทั่วไป หรืองานที่ต้องอ้างอิงกับหน่วยงานราชการและมาตรฐานสากล UTM ถือเป็นตัวเลือกที่สะดวกและเป็นที่เข้าใจตรงกันทั่วโลก แต่เมื่อพูดถึงงานสำรวจที่ต้องการความละเอียดสูงมาก ๆ ในพื้นที่แคบ เช่น งานควบคุมการก่อสร้าง (construction control survey) งานรังวัดที่ดินแปลงเดียวหรือกลุ่มแปลง หรืองานวางผังโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องรักษาความแม่นยำของระยะทางในระดับมิลลิเมตรถึงเซนติเมตร ปัญหาของ UTM มาตรฐานคือ ความคลาดเคลื่อนสเกล (scale distortion) ที่เกิดขึ้นเมื่อพื้นที่โครงการอยู่ห่างจากเส้นเมริเดียนกลางของโซนนั้น ๆ

เนื่องจากประเทศไทยกว้างพอที่จะมีพื้นที่ห่างจากเส้นเมริเดียนกลางของ UTM Zone 47N หรือ 48N ได้พอสมควร โครงการสำรวจที่ต้องการความแม่นยำสูงในพื้นที่แคบจึงมักไม่ใช้ UTM มาตรฐานตรง ๆ แต่จะใช้แนวทางที่เรียกกันทั่วไปว่า Local TM (ระบบพิกัด Transverse Mercator เฉพาะพื้นที่) ซึ่งเป็นการนำหลักการ TM แบบเดียวกับที่อธิบายไว้ข้างต้นมาปรับพารามิเตอร์ให้เหมาะกับพื้นที่โครงการโดยเฉพาะ แนวทางที่ใช้กันทั่วไปในงานสำรวจละเอียดสูงคือการ กำหนดเส้นเมริเดียนกลางให้ผ่านกลางพื้นที่โครงการ (แทนที่จะใช้เส้นเมริเดียนกลางของโซน UTM มาตรฐานซึ่งอาจอยู่ห่างออกไปมาก) เพื่อให้ค่าความคลาดเคลื่อนสเกลในพื้นที่ทำงานจริงลดลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้หลักการเดียวกับที่อธิบายไว้ในหัวข้อก่อนหน้านี้เป๊ะ ๆ เพียงแต่เลือกพารามิเตอร์ใหม่ให้ตรงกับพื้นที่งานแทนที่จะใช้ค่ามาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ระบบพิกัดท้องถิ่นของไทยที่หน่วยงานต่าง ๆ อาจกำหนดขึ้นใช้งานภายในนั้น มีรายละเอียดพารามิเตอร์เฉพาะที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหน่วยงานและวัตถุประสงค์ หากโครงการของคุณต้องอ้างอิงกับระบบพิกัดท้องถิ่นใดระบบหนึ่งโดยเฉพาะ ควรตรวจสอบพารามิเตอร์ที่ถูกต้องจากเอกสารทางการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการอ้างอิงพิกัด นอกเหนือจากเรื่องระบบพิกัดฉาย (projection) แล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องเข้าใจแยกกันคือเรื่อง datum หรือหมุดหลักฐานอ้างอิง (เช่น WGS84 กับ Indian 1975) ซึ่งเป็นคนละมิติกับหลักการฉายแผนที่โดยสิ้นเชิง ผู้ที่สนใจภาพรวมทั้ง 3 ระบบพิกัดหลักที่ใช้งานจริงในไทย (WGS84, UTM, TM) รวมถึงวิธีแปลงค่าด้วยโค้ด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ระบบพิกัดแผนที่ประเทศไทย: WGS84, TM และ UTM ต่างกันอย่างไร?

เลือกใช้ระบบไหนดี

ตารางเช็คลิสต์สองคอลัมน์เปรียบเทียบเงื่อนไขการเลือกใช้ UTM มาตรฐานกับ Local TM ตามลักษณะงานสำรวจ

สรุปแนวทางการเลือกใช้งานให้เข้าใจง่าย ๆ ตามลักษณะงาน ดังนี้

เลือกใช้ UTM มาตรฐาน เมื่อ:

  • งานแผนที่ระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคที่ต้องการมาตรฐานสากลที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน
  • งานที่รับส่งข้อมูลกับหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานต่างประเทศที่ใช้ UTM เป็นมาตรฐานอ้างอิง
  • ข้อมูล GPS/GNSS ทั่วไปที่ไม่ต้องการความละเอียดระดับมิลลิเมตร
  • พื้นที่งานอยู่ใกล้เส้นเมริเดียนกลางของโซน UTM นั้น ๆ อยู่แล้ว ทำให้ความคลาดเคลื่อนสเกลต่ำโดยธรรมชาติ

พิจารณาใช้ Local TM เมื่อ:

  • งานก่อสร้างหรือรังวัดที่ดินที่ต้องการความแม่นยำระดับสูงในพื้นที่แคบ
  • พื้นที่โครงการอยู่ห่างจากเส้นเมริเดียนกลางของโซน UTM มาตรฐานพอสมควร ทำให้ scale distortion จาก UTM สูงเกินกว่าที่งานต้องการ
  • โครงการต้องการระบบพิกัดระนาบ (plane coordinate) ของตัวเองที่ใช้เฉพาะภายในโครงการ เพื่อคำนวณระยะทางและพื้นที่ได้แม่นยำที่สุด

ในทางปฏิบัติ หลายโครงการเลือกใช้ทั้งสองระบบควบคู่กัน คือเก็บข้อมูลและคำนวณละเอียดด้วย Local TM ในขั้นตอนงานสนาม แล้วแปลง (transform) กลับไปเป็น UTM มาตรฐานเมื่อต้องส่งมอบข้อมูลให้หน่วยงานภายนอกหรือนำเข้าระบบ GIS ระดับประเทศ วิธีนี้ทำให้ได้ทั้งความแม่นยำสูงในการทำงานจริง และความเข้ากันได้กับมาตรฐานสากลเมื่อต้องแชร์ข้อมูล

สรุป

แผงสรุปเปรียบเทียบ TM ในฐานะหลักการฉายแผนที่ กับ UTM ในฐานะมาตรฐานตายตัว พร้อมข้อมูลติดต่อ WAIPIA

Transverse Mercator (TM) คือหลักการฉายแผนที่แบบทรงกระบอกที่หมุนตะแคงให้สัมผัสโลกตามแนวเส้นเมริเดียน เป็นกรอบวิธีการที่กำหนดพารามิเตอร์ได้ยืดหยุ่น ส่วน UTM คือการนำหลักการ TM มาตั้งเป็นมาตรฐานสากลตายตัว แบ่งโลกเป็น 60 โซน โซนละ 6 องศา พร้อมค่า scale factor, false easting และ false northing ที่กำหนดไว้แน่นอนเหมือนกันทั่วโลก ประเทศไทยอยู่คร่อมระหว่าง UTM Zone 47N และ 48N ทำให้งานสำรวจทั่วไปใช้ UTM ได้สะดวก แต่สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูงในพื้นที่แคบ การปรับใช้หลักการ TM แบบกำหนดเส้นเมริเดียนกลางเองให้ตรงกับพื้นที่โครงการ (Local TM) ก็เป็นแนวทางที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนสเกลได้ดีกว่า การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสองระบบนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่วิศวกรสำรวจและนักภูมิสารสนเทศทุกคนควรมีติดตัว

หากคุณกำลังวางแผนงานสำรวจ งานรังวัดที่ดิน หรืองาน GIS ที่ต้องเลือกระบบพิกัดให้เหมาะสมกับพื้นที่โครงการ ทีมงาน WAIPIA ยินดีให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้วยอุปกรณ์ GNSS RTK และบริการสำรวจครบวงจร ติดต่อ บริษัท ไวเปีย ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ที่โทร 095-724-3421 Line OA: @info_wd หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ waipia.com

ระบบพิกัดUTMTransverse MercatorงานสำรวจGIS